โรคติดต่อ

โรคติดต่อเป็นสิ่งที่อันตรายเป็นอย่างมาก เพราะจะนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเราจึงควรที่จะมีวิธีป้องกันโรคติดต่อตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่มันจะเข้ามาถึงตัวเรา

Friday, May 12, 2006

กรอบที่ 1

ชื่อวิชา สุขศึกษา
เรื่อง โรคติดต่อ

คำอธิบายรายวิชา

ศึกษาพฤติกรรมสุขภาพและวิธีป้องกันโรค รู้หลักความปลอดภัยในชีวิต พฤติกรรมเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยในชีวิตและการแก้ปัญหาเมื่อเผชิญกับอันตราย


จุดประสงค์การเรียนรู้

  1. เพื่อให้นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับอันตรายของโรคติดต่อ
  2. เพื่อให้นักเรียนทราบวิธีการป้องกันโรคติดต่อ
  3. เพื่อให้นักเรียนสามารถปฏิบัติกับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่อได้ถูกต้อง
  4. เพื่อให้นักเรียนสามารถที่จะควบคุมโรคไม่ให้ติดต่อไปสู่คนอื่นได้
  5. เพื่อให้นักเรียนมีความรู้เรื่องลักษณะของโรคติดต่อ

คำชี้แจงวิธีการเรียน

  1. อ่านคำชี้แจงให้เข้าใจก่อนเริ่มเรียน
  2. อ่านเนื้อหาและพยายามทำความเข้าใจ
  3. ให้นักเรียนพยายามศึกษาด้วยตนเองโดยครูเป็นผู้ชี้นำ
  4. ทำแบบทดสอบหลังเรียน
  5. อ่านคำถามให้เข้าใจก่อนที่จะตอบคำถาม

กรอบที่ 2

หน่วยที่1 เรื่องไข้กาฬหลังแอ่น

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

1.นักเรียนสามารถบอกสาเหตุและอาการของโรคได้
2.นักเรียนสามารถบอกวิธีการรักษาและการป้องกันได้

ความคิดรวบยอด

ไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย หรือที่เรียกกันว่าไข้กาฬหลังแอ่น พบว่ามีการระบาดและอาการของดรคอาจรุนแรงถึงชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเริ่มแสดงอาการ และปัญหาของไข้กาฬหลังแอ่นไม่ได้อยู่ที่อาการป่วยแต่เป็นปัญหาที่อัตราตายค่อนข้างสูง

เนื้อหาบทเรียน

สาเหตุของโรค ไข้หลังแอ่นมีสาเหตุจากเชื้อ neisseria meningitides เป็นแบททีเรียที่อยู่คล้าย เมล็ดถั่วขนาดประมาณ 0.8-0.6 ไมโคเมตรเรียงตัวกันเป็นคู่ๆโดยหันด้านแบบเข้าหากันเ)นลักษณะเฉพาะของเชื้อ การก่อโรคของ n.meningitidis ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่าง คือ ความสามารถในการเกาะติดกับเยื่อบุของโฮสต์และเจริญแบ่งตัวที่ asopharynx ได้โดยใช้พิไลเกาะกับเซลล์เยื่อบุแคปซูลของเชื้อมีคุณสมบัติเป็นกรดช่วยป้องกันการถูกจับกินโดยมาโครฟาจ และประเภทที่ 3 คือ เชื้อสามารถสร้างเอ็นโดทอกซินที่ทำให้เกิดอาการของโรคได้
อาการของโรค เป็นชื่อโดยตั้งขึ้นโดยลักษณะของโรค คือมีอาการที่รุนแรงและผิวหนังมีสีเขียวคล้ำจนดำ เนื่องจ่กมีเลือดคลั่ง อาการของโรคมี 2 แบบ คือ โลหิตเป็นพิษและเยื่อหุ้มสมองอักเสบแต่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการใดหรือมีอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น มีน้ำมูก หลอดลมอักเสบ ปวดเมื่อยตามข้อ ตรวจพบเชื้อในเลือดได้ แต่อาจจะพบจำนวนน้อยและไม่มีอาการของโลหิตเป็นพิษที่รุนแรงอาการเหล่านี้อาจหายเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา แต่ผู้ป่วยจะกลายเป็นพาหะสำคัญในการแพร่กระจายโรค ส่วน meningococcal meningitis อาการแสดงของเยื่อหุ้มสมองอักเสบมักเริ่มด้วยอาการปวดศรีษะอย่างฉับพลัน มีไข้ อาเจียน คอแข็ง อาการผิดปกติของระบบประสาท
การรักษา

เป็นกุญแจสำคัยในการรักษาและลดอัตราตายลงได้มาก หลักการรักษาไข้กาฬหลังแอ่นคือใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมและรักษาอาการแทรกซ้อน ประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาไข้สมองอักเสบขึ้นอยู่กับระดับของยาที่เข้าสู่น้ำไขสันหลังและความไวต่อเชื้อ ต่อมามีรายงานพบว่าเชื้อดื้อต่อ sulfonamides การใช้ยานี้จึงมีข้อจำกัดใช้เฉพาะในรายที่ได้ผลการทดสอบความไวต่อยาแล้วเท่านั้น ปัจจุบันยาปฏิชีวนะที่ใช้กันโดยทั่วไป คือ ยากลุ่มเพนิซิลลิน โดยการฉีดเข้าเส้นเลือดหรือกล้ามเนื้อ ไม่ควรให้ทางน้ำไขสันหลังเพราะทำให้เกิดอันตรายได้แม้ว่าจะให้ผลดีและปลอดภัยก็ตาม
สาเหตุและการตายของไข้หลังแอ่น มักเกิดจากอาการแทรกซ้อนโดยเฉพาะในระยะที่มีอาการของโลหิตเป็นพิษถึงกับช็อก การรักษาอาการแทรกซ้อนจึงมีความสำคัญและต้องให้การรักษาโดยเร็วการให้พลาสมา หรือ dextran ร่วมกับ noradrenaline เพื่อช่วยให้ผนัเส้นเลือดฝอยแข็งตัว จะช่วยควบคุมความดันโลหิตและอาการช็อกได้การรักษาค่อนข้างลำบากและอาจเสียผู้ป่วยได้เร็วเมื่อเกิดภาวะ DIC แล้ว
การป้องกันและควบคุม ไข้กาฬหลังแอ่นติดต่อได้ง่ายทางระบบทางเดินหายใจ การแยกผู้ป่วยและหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีคนแออัด จะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อลงได้ สิ่งสำคัญในการควบคุมและการป้องกันโรคนี้อยู่ที่การควบคุม จำนวนพาหะของโรคและการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับกลุ่มที่เสี่ยงต่อการป็นโรค


กิจกรรม
1. ให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาให้เข้าใจ และสรุปประเด็นสำคัญ
2. ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด 5 ข้อ หลังจากอ่านเรื่องจบแล้ว

คำสั่ง เลือกข้อที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว
1. แคปซูลเป็นชั้นของโพลีแซ็กคาไรด์ แยกออกได้กี่กลุ่ม
ก. 12 กลุ่ม ข. 13 กลุ่ม ค. 14 กลุ่ม ง. 15 กลุ่ม

2. โรคไข้กาฬหลังแอ่นติดเชื้อได้จากทางใด
ก.ทางอาหารและน้ำ ข.ทางการหายใจและการสัมผัส ค.โดยแมลง ง.จากสิ่งแวดล้อม

3. อาการของโรคไข้กาฬหลังแอ่นแบ่งออกได้กี่แบบ
ก. 2 แบบ ข. 3 แบบ ค. 4 แบบ ง. 5 แบบ

4. อาการต่อไปนี้อาการใดเป็นลักษณะของโลหิตเป็นพิษ
ก. ปวดท้อง ข. ปวดศรีษะ ค. มีไข้สูง ง. ถูกทุกข้อ

5. การรักษามีกี่แบบ
ก. 1 แบบ ข. 2 แบบ ค. 3 แบบ ง. 4 แบบ
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
1. กนกรัตน์ ศิริพานิชกร. โรคติดเชื้อ จัดพิมพ์โดย ภาควิชาจุลชีววิทยา พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ 2541

2.http://www.siamhealth.net/Disease/infectious/menincoccal_disease.htm



กรอบที่ 3

หน่วยที่ 2 เรื่องไวรัสตับอักเสบซี

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1.สามารถบอกวิธีการติดเชื้อได้
2.บอกวิธีการรักษาและวิธีป้องกันได้
ความคิดรวบยอด
ไวรัสตับอักเสบซี เป็นสาเหตุสำคัญของตับอักเสบชนิดไม่ใช่เอ ไม่ใช่บี ที่มีการถ่ายทอดแบบ parenteral เป็นไวรัสที่อยู่ในกลุ่ม Flavi virus virus ไวรัสในกลุ่มนี้ที่รู้จักกันดี ได้แก่ ไวรัสไข้เลือดออก ไวรัสสมองอักเสบ รวมถึงเป็นไวรัสชนิด single stranded RNA
เนื้อหาบทเรียน
การถ่ายทอดโรคและการติดเชื้อ
การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี มีระยะฟักตัวประมาณ 5-10 สัปดาห์ เฉลี่ย 6-7 สัปดาห์ ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีย์ต่อไวรัส (anti HCV) หลังการรับเชื้อ 20-22 สัปดาห์ ในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ร่างกายหายจากโรคโดยมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นร้อยละ 25-50 ประมาณ ร้อยละ 50-75 จะกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง เป็นตับอักเสบแบบ chronic active hepatitis และกลายเป็นตับแข็ง เชื่อว่าการติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบซี มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับได้เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบบี
การถ่ายทอดโรคในปัจจุบันที่น่าจะเป็นไปได้และมีการกล่าวถึง คือ
1. ทาง parenteral เช่น จากการได้รับเลือด ผลิตภัณฑ์เลือด และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
2. ทางเพศสัมพันธ์ หลักฐานการถ่ายทอดโรคทางเพศสัมพันธ์ยังไม่เด่นชัด จากการศึกษากลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงทางเพศสัมพันธ์ใน ประเทศทางทวีปยุโรปเหนือพบว่า กลุ่มรักร่วมเพศมีอุบัติการของการติดเชื้อ HIV สูงขึ้นในช่วง 10 ปีผ่านมา แต่ขณะเดียวกันการติดเชื้อ HCV ไม่ได้เพิ่มขึ้น และยังพบว่าคู่สามีภรรยา ซึ่งฝ่ายหนึ่งการตรวจพบ anti HCV โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีการติดเชื้อไวรัสดังกล่าวได้
3. perinatal จากการศึกษาโดยการใช้เลือดที่นำมาศึกษาเรื่องไวรัสตับอักเสบบี ไม่แสดงหลักฐานการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี จาก มารดาสู่ทารก ในปัจจุบันคงต้องขอข้อมูลการศึกษาเพิ่มขึ้นอีก
4. แมลงต่างๆ เช่น ยุง ไม่พบหลักฐานการถ่ายทอดโรค ถึงแม้ว่าไวรัสตับอักเสบซี คล้ายคลึงกับไวรัสไข้เลือดออก และไวรัสไข้เหลือง (yellow fever virus) พบว่า ความชุกของโรคในประเทศเขตร้อนที่มียุงชุกชุม ไม่ได้สูงไปกว่าประเทศที่อยู่ในเขตหนาวหรือประเทศทางตะวัน ตก จึงเชื่อว่าแมลงไม่น่าจะเป็นตัวนำโรค
กลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อการติดโรค
ปัจจุบันกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดโรค หรือมีความชุกของการตรวจพบ anti HCV สูง อยู่ในกลุ่มเดียวกับผู้ที่สามารถเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี ได้แก่
1. ผู้ที่ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าหลอดเลือด
2. ผู้ป่วยที่ได้รับเลือด ผลิตภัณฑ์เลือดบ่อยครั้ง เช่น ฮีโมฟิเลีย อาลัสซีเมีย
3. กลุ่มรักร่วมเพศและกลุ่ม hererosexual ที่มีความสำส่อนทางเพศ
4. ครอบครัวของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี
5. บุคลากรทางการแพทย์
การรักษา
ไวรัสตับอักเสบซี สามารถทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และพบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งตับ ในปัจจุบันยังไม่มี ยาที่ใช้รักษาอย่างมีประสิทธิผล การรักษาด้วย interferon พบว่า ในระหว่างให้ interferon สามารถทำให้ระดับ ALT ลงมาอยู่ในระดับ ปรกติได้ และมีพยาธิสภาพของตับดีขึ้น แต่เมื่อหยุดรักษาผู้ป่วยจะมีอาการกลับซ้ำได้บ่อย ในปัจจุบัน จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าขนาด ที่ใช้ในการรักษา และระยะเวลาที่เหมาะสมจะเป็นอย่างใด ผู้ที่ตรวจพบ anti HCV โดยบังเอิญ เช่น ขณะไปบริจาคเลือด และตรวจพบ ALT อยู่ในภาวะปรกติไม่จำเป็นต้องให้การรักษา แต่ควรได้มีการตรวจติดตามเป็นครั้งคราว เช่น ทุก 6-12 เดือน และไม่ควรบริจาคเลือกรายที่มีอาการทางตับหรือระดับทาง ALT ผิดปกติ ควรได้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางและติดตามประเมินหน้าที่ของตับ ถ้าผู้ป่วยมีอาการตับอักเสบเรื้อรังควรให้การรักษาแบบประคับประคอง ติดตามป้องกันอาการแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น การตัดสินใจให้ interferon ควรขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละรายและแทย์เฉพาะทาง
การป้องกัน
ในปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนใช้ในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เชื้อไวรัสตับอักเสบซี จะติดได้ทางการให้เลือด ใช้เข็มฉีดยา ร่วมกัน การป้องกันสามารถทำได้เช่นเดียวกับการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อ HIV และไวรัสตับอักเสบบี
การตรวจกรองเลือดก่อนที่จะบริจาค หรือรับการถ่ายเลือด จะเป็นการป้องกันการติดโรคอย่างได้ผลส่วนการตรวจ ALT และ anti HBc ได้มีการนำมาใช้กันในประเทศทางตะวันตก ก่อนที่จะมีวิธีการตรวจ anti HCV
การตรวจหา anti HBc ไม่สามารถนำมาใช้ได้ใน ประเทศไทย เพราะมีอุบัติการไวรัสตับอักเสบบีสูง ในอนาคตเชื่อว่าจะมีการพัฒนาการตรวจของเลือด ผู้บริจาคให้มีความถูกต้อง และประ สิทธิภาพในการป้องกันยิ่งขึ้น
กิจกรรม
1 .ให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาให้เข้าใจและก็สรุปเรื่อง
2. ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด 5 ข้อ
คำสั่ง เลือกข้อที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว
1. ไวรัสตับอักเสบซีทำให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง
ก. ตับอักเสบเรื้อรัง ข. ตับแข็ง ค. มะเร็งตับ ง. ถูกทุกข้อ
2. การป้องกันใช้เหมือนกับการรักษาของโรคใด
ก. โรคไข้เลือดออก ข. โรคเอดส์ ค. วัณโรค ง. ยังสรุปไม่ได้
3. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมีระยะการฟักตัวประมาณกี่สัปดาห์
ก. 2-5 สัปดาห์ ข. 3-5 สัปดาห์ ค. 5-10 สัปดาห์ ง. 6-10 สัปดาห์

4. กลุ่มใดเสี่ยงต่อการติดโรคมากที่สุด
ก. ครอบครัวของผู้ป่วย ข. ผู้ที่ติดยาเสพติด ค. กลุ่มรักร่วมเพศ ง. ทุกข้อที่กล่าวมา

5. ไวรัสตับอักเสบมีกี่ชนิด
ก. 2 ชนิด ข. 3 ชนิด ค. 4 ชนิด ง. 5 ชนิด
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
1. ยง ภู่วรรณ “ไวรัสตับอักเสบซี” คลินิก (มีนาคม 2534:193-196)
2.
http://www.md.chula.ac.th

กรอบที่ 4



หน่วยที่3 เรื่องโรคสุกใส Chickenpox

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. สามารถบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคสุกใส
2. สามารถที่รู้จักวิธีป้องกันการเกิดโรคสุกใส
3. สามารถทราบถึงลักษณะอาการของโรคสุกใส
ความคิดรวบยอด
โรคสุกใสเป็นโรคติดเชื้อที่พบเสมอในเด็ก ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับชนิดที่ทำให้เกิดงูสวัด ติดต่อกันได้ด้วยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัส ตลอดจนใช้ของร่วมกันกับผู้ที่เป็นโรคสุกใสหรืองูสวัด เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าห่มหรือ ที่นอน โรคนี้มักพบในเด็กอายุระหว่าง 5 – 12 ปี รองลงมาจะเป็นกลุ่มเด็กอายุ 1 – 4 ปี กลุ่มวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวตามลำดับ โดยทั่วไปโรคสุกใสมักจะระบาดในช่วงปลายฤดูหนาว ถึงต้นฤดูร้อน เช่นเดียวกับหัด แต่ก็ได้ประปรายตลอดทั้งปี
เนื้อหาบทเรียน
โรคสุกใสมี สาเหตุ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับชนิดที่เกิดงูสวัด ติต่อกันด้วยการ ไอ จาม หรือหายใจรดกันหรือตุ่มหนองที่เริ่มตกสะเก็ดและปลิวมาถูกผู้สัมผัสโรคได้
ลักษณะอาการที่อาจพบได้
มีไข้ต่ำๆและสูงขึ้นแต่ไม่เกิน 101 องศาฟาเรนไฮท์ร่วมกับปรากฏตุ่มขึ้นตามตัวและใบหน้า ซึ่งส่วนบนจะพองใสมีหนองสีเหลืองๆ ส่วนรอบๆฐานจะมีสีแดงซึ่งต่อมาตุ่มนั่นจะแตกออกเป็นสะเก็ดและขนาดของตุ่มจะไม่เท่ากัน เมื่อตุ่มเม็ดเก่าแตกจะมีเม็ดใหม่ๆขึ้นมาอีกใน 3 – 4 วันสำหรับเม็ดตุ่มจะมีอาการคัน
ระยะฟักตัวของโรคสุกใส
ระยะฟักตัวระหว่าง 17 – 21 วัน เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้อาจมีอาการปวดศีรษะ อาการของโรคสุกใสในระยะแรกนั้นอาจทำให้สับสนได้ว่าเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่เพราะผู้ป่วยจะมีไข้ อ่อนเพลียและเบืออาหารอีกทั้งยังมีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวจะต่างกับไข้หวัดก็ตรงที่ผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีผื่นขั้นพร้อมๆกับวันที่เริ่มมีไข้หรื่อหนึ่งวัน หลังจากมีไข้ต่ำๆโดยในระยะแรกจะขึ้นเป็นผื่น แดงราบก่อนต่อมาจะเกิดเป็นตุ่มใสๆเป็นกลุ่มๆขึ้นบริเวณลำตัวก่อน แล้วจึงลามไปที่แขน ขาโดยเมื่อมีตุ่มในๆกลุ่มใหม่เกิดขึ้น ตุ่มเก่าจะมีหนองล้วตกสะเก็ต ซึ่งจากการเริ่มเป็นตุ่มใสจนตกสะเก็ตนี้ ใช้เวลาประมาณ 3 – 4 วัน และกว่าสะเก็ดจะแห้งหลุดออกทั้งตัวใช้เวลาประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ในระยะตกสะเก็ดเด็กจะคัน และเกามาก ซึ่งถ้านิ้วมือสกปรกหรือรักษาผิวไม่สะอาด อาจจะมีโรคติดเชื้อแทรกซ้อนกลายเป็นฝี และเกิดรอยแผลเป็นได้
การรักษา
· ให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้เพียงพอ ให้ดื่มน้ำมากๆ และใช้ผ้าเช็ดตัวเวลาไข้สูง
· อย่าให้ผู้ป่วยแกะหรือเกาตุ่มคัน เพราะอาจติดเชื้อกลายเป็นตุ่มหนองควรตัดเล็บให้สั้น ให้ยาแก้ผื่นคัน Calamine Lotion ทาบริเวณผื่นคัน วันละ 2 – 3 ครั้ง ถ้าคันมาอาจให้ยาแก้แพ้ ถ้าคันมากอาจให้ยาแก้แพ้ Ch loreihepamine
· ถ้าเป็นตุ่มหนองให้รีบส่งแพทย์
การป้องกัน
สำหรับผู้ปกครองที่มีความประสงค์จะป้องกันโรคนี้ให้กับเด็กๆที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขั้น ไปปัจจุบันได้มีวัคซีนป้องกันโรคสุกใสแล้ว แต่เนื่องจากในเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กนั้น อาการของโรคสุกใสจะน้อย อาการแทรกซ้อนน้อยเด็กไม่ต้องขาดโรงเรียน และโรคนี้เราพบบ่อยในเด็กอายุที่อาหมอแนะนำให้เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันสุกใสคือ อายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน
ในประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใช้วัคซีนนี้ในเด็กปกติและเด็กที่เป็นมะเร็งมานานแล้วในยุโรปก็ใช้ในเด็กที่เป็นมะเร็ง ในสหรัฐอเมริกาเพิ่งใช้ในเด็กที่ปกติเมื่อปี พ.ศ 2538วัคซีนที่นำเข้าในประเทศไทยได้แก่
1. Varilrix ของ SKB ใน 1 dose มีเชื้อไม่ต่ำกว่า 2000 pfu สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานถึง 2 ปี
2. Varilrix ของ MSD ใน 1 dose มีเชื้อไม่น้อยกว่า 1350 pfu วัคซีนนี้ต้องเก็บไว้ในตู้แช่แข็งอุณหภูมิต่ำกว่า - 15 0ซ ถ้าเก็บในตู้เย็นจะเก็บได้เพียง 3 เดือน

กิจกรรม
1. ให้นักเรียนนักเรียนศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อและสรุปเนื้อหา
2. ให้นักเรียนได้ทำแบบฝึกหัดหลังเรียนจำนวน 10 ข้อ
แบบฝึกหัด
คำชี้แจง:ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพียงคำตอบเดียว
1. โรคสุกใสมักมากในวัยใดมากที่สุด
ก. วัยชรา ข. วัยรุ่น ค. วัยเด็ก ง. วัยแรกเกิด
2. สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคสุกใสเกิดจากเหตุใด
ก. เกิดจากการเกา เนื่องจากคัน
ข. เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับงูสวัดติดต่อกันได้ด้วยการไอ จาม
ค. เกิดจากการไอหรือหายใจรดกันหรือโดยการสัมผัส
ง. เกิดจากการแพ้อาหาร
3. โรคสุกใสมักระบาดในช่วงใด
ก. ฤดูหนาว

ข. ฤดูร้อน
ค. ช่วงปลายฤดูหนาว – ถึงต้นฤดูร้อน
ง. ช่วงปลายฤดูร้อน - ถึงต้นฤดูหนาว
4. ลักษณะของอาการที่พบของโรคสุกใสจัเป็นอย่างไร
ก. เกิดเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสๆอยู่ข้างใน ข. มีอาการคัน
ค. เกิดเป็นผื่นแดง ง. เกิดอาการอ่อนเพลียง่าย
5. โรคสุกใสมีลักษณะคล้ายกับโรคใด
ก. โรคไข้สมองอับเสบ ข. โรคไข้หวัด ค. โรคงูสวัด ง. โรคแพ้อาหร
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
1. http://www.mahidol.ac.th/mahidol/ra/rapd/immu.htm#3
2.
http://www.sa.ac.th/web_sample/dec/aedek/chickenpox.htm



Wednesday, May 10, 2006

กรอบที่ 5




หน่วยที่4 เรื่องโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม


1.เพื่อให้นักเรียนรู้ถึงวิธีป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อ

2.เพื่อให้นักเรียนทราบรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของโรคและสามารถดูแลผู้ป่วยโรคนี้ได้อย่างถูกวิธี

ความคิดรวมยอด
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เกิดได้ทุกเพศทุกวัยระบาดได้ตลอดปี มักเกิดในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง เช่น ฤดูฝนต่อกับฤดูหนาว

เนื้อหาบทเรียน
ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งโดย
1. หายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป
2. สัมผัสกับน้ำมูกและน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย
3. ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย
อาการ ปากแห้ง คอแห้ง แสบคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีไข้หรือไม่มีก็ได้ ส่วนไข้หวัดใหญ่จะมีไข้หนาวสั่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะโดยเฉพาะบริเวณหน้าผากและกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมาจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ เคืองตา หน้าตาแดง อาการมักจะเป็นอยู่ 2-4 วัน แล้วไข้จะลดลง
ภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัด
1. น้ำตาไหล กลัวแสง หน้าตาบวม เยื่อบุตาอักเสบ
2. ปวดหู หูน้ำหนวก
3. หลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ
4. ปอดบวม
ภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่
1. หูน้ำหนวก
2. หลอดลมอักเสบ
3. ปอดบวม ปอดอักเสบ
4. กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
5. สมองอักเสบ
การรักษา
1. พักผ่อนมาก ๆ และอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
2. กินอาหารที่มีประโยชน์และย่อยง่ายควรดื่มน้ำมาก ๆ
3. ไม่ควรอาบน้ำแต่ควรเช็ดตัว
4. ปิดจมูก ปาก เวลาไอหรือจามและบ้วนน้ำลายลงในภาชนะที่ใส่ยาฆ่าเชื้อโรค
5. ควรพบแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
6. ควรหยุดพักงานหรือการเรียนชั่วคราวจนกว่าจะหายเป็นปกติเพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อโรค

ข้อแนะนำในการป้องกัน
1. กินอาหารที่เป็นประโยชน์
2. ออกกำลังกายและพักผ่อนนอนหลับและทำอารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอ
3. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัดยัดเยียด
4. รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ
5. อย่าคลุกคลีกับผู้ป่วยโดยเฉพาะอย่าใช้ของร่วม กับผู้ป่วย

กิจกรรม
1. ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด
2. ให้นักเรียนตั้งคำถามอย่างน้อย 3 คำถามโดยที่แต่ละคำถามไม่ซ้ำกับแบบฝึกหัด

แบบฝึกหัด
1.ข้อใดไม่จัดว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัด
ก.สมองอักเสบ ข.ปอดบวม ค.ปวดหู ง.กลัวแสง
2.ข้อใดไม่ใช่วิธีการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
ก.อยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สดวก ข.หยุดพักงาน ค.พักผ่อนมากๆ ง.ไม่ใช้ของร่วมกับผู้ป่วย
3.ผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่อาการไข้จะลดลงเมื่อใด
ก. 5-7 วัน ข. 8-10 วัน ค. 2-4 วัน ง. 11-15 วัน
4.อาการเคืองตาเป็นอาการของโรคใด
ก.ไข้หวัด ข.ไข้หวัดใหญ่ ค.ไข้กาฬหลังแอ่น ง.เอดส์

แหล่งข้อมูล
1. หนังสือโรคติดต่อที่เป็นปัญหาใหม่ : คู่มือโรคติดต่อที่เป็นปัญหาใหม่
2. http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/5-5/no46-48/wer2.htm

Tuesday, May 09, 2006

กรอบที่ 6

หน่วยที่5 เรื่อง โรคไข้รากสาดใหญ่

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1.เพื่อให้นักเรียนรู้ถึงอันตรายของโรคไข้รากสาดใหญ่

2.เพื่อให้นักเรียนรู้ถึงวิธีปฏิบัติและป้องกันเมื่อมีผู้ป่วยเป็นโรค

ความคิดรวบยอด

โรคไข้รากสาดใหญ่ เป็นโรคที่อันตรายถ้าหากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี จึงจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องมีความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อมีผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อยู่ในการดูแล

เนื้อหาบทเรียน

1.ลักษณะโรค : เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อริคเกตเซีย(rickettsial disease) ที่มีการจับไข้ต่างๆกันมักเริ่มป่วยอย่างกระทันหัน ปวดศีรษะ หนาวสะท้าน เหนื่อยหมดเรี่ยวหมดแรง เป็นไข้ เจ็บปวดทั่วๆไป จุดด่างตามผิวหนังจะเริ่มปรากฏประมาณวันที่ 5-6 โดยพบตามลำตัวท่อนบนก่อนลามไปทั่วร่างกายยกเว้นที่ใบหน้า ฝ่ามือและฝ่าเท้า ปกติจะพบภาวะเลือดเป็นพิษด้วย หลังจากเป็นไข้ได้ประมาณ 2 สัปดาห์ อาการของโรคจะทุเลาลงอย่างรวดเร็ว หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา อัตราป่วย – ตายจะสูงขึ้นตามอายุของผู้ป่วย

2.เชื้อก่อโรค : Rickettsia prowazekii

3.การเกิดโรค : มักเกิดโรคในเขตที่มีอากาศเย็นที่มีประชากรมักอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น ไม่ถูกสุขลักษณะและเป็นพื้นที่ที่มีเหาชุกชุม โรคนี้มักระบาดในช่วงสงคราม เช่นในกลุ่มทหาร ค่ายนักโทษ และในค่ายผู้อพยพ หรือเมื่อเกิดทุพภิกขภัยต่างๆ

4.แหล่งรังโรค : คนเป็นแหล่งรังโรคและเป็นแหล่งแพร่โรคที่มีการระบาดของโรคแต่ละครั้งในสหรัฐอเมริกากระรอกบินไม่ได้ถูกพิจารณาว่า มีความสำคัญในการเป็นแหล่งรังโรค

5.วิธีการแพร่โรค : เหาที่อยู่บนร่ากายคน(Pediculus humanus corporis) ได้รับเชื้อเมื่อไปดูดเลือดของผู้ป่วยในขณะที่มีไข้ เหาอาจได้รับเชื้อจากผู้ป่วยด้วยโรค Brill-Zinsser และผู้ป่วยนี้อาจเป็นต้นกำเนิดของการระบาดครั้งใหม่ของชุมชนที่มีเหาชุกชุม เชื้อริคเก็ตเชียอาจถูกขับออกมาพร้อมกับมูลเหา คนติดโรคจากการเกาเมื่อถูกเหากัดทำให้ผิวหนังถลอก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายทางรอยถลอกนั้น หรือจากการบี้ตัวเหาที่มีเชื้อทำให้เชื้อเข้าทางบาดแผลที่ถูกเหากัด เชื้ออาจอาจเข้าสู่ร่างกายโดยการสูดมูลเหาเข้าไปทางลมหายใจนอกจากนี้อาจมีการถ่ายทอดเชื้อผ่านทางการกัดของหมัดกระรอก แต่วิธีนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน

6.ระยะฟักตัวของโรค : 1-2 สัปดาห์ โดยปกติแล้วประมาณ 12 วัน

7.ระยะติดต่อโรค : โรคนี้ไม่ติดต่อโดยตรงจากคนสู่คน ผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการหรือในขณะที่มีไข้ไปจนถึงเวลาที่อุณหภูมิของร่างกายกลับคืนสู่ปกติแล้ว 2-3 วันจะเป็นช่วงที่แพร่เชื้อให้เหาได้ดี เหาที่ติดเชื้อจะปล่อยเชื้อออกมาทางมูลเหาได้ภายใน 2-6 วันหลังจากที่ได้ดูดเลือดกับผู้ป่วย แต่เหาตัวนั้นจะทำให้คนติดเชื้อ แต่เชื้อริคเกตเซียจะยังคลมีชีวิตอยู่ได้ในตัวเหาที่ตายแล้วได้นานเป็นเวลาหลายสัปดาห์

8.ความไวและความต้านทานต่อการรับเชื้อ : คนทั่วไปมีความไวต่อการรับเชื้อ หลังป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคเป็นเวลานาน

9.วิธีการควบคุมโรค

ก. มาตรการการป้องกันโรค

1.ใช้ยาฆ่าแมลงชนิดผงที่มีฤทธิ์ตกค้าง พ่นด้วยเครื่องพ่น โดยพ่นใส่คอเสื้อลงมาและพ่นใส่ขากางเกงย้อนขึ้นไป วิธีนี้เรียกว่า delosing ซึ่งควรทำเป็นระยะๆทั้งชุมชนที่มีเหาอยู่ชุกชุม

2.ปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ รวมทั้งการหมั่นอาบน้ำและซักเสื้อผ้า

3.ในคนที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคให้ป้องกัน โดยการพ่นหรือจุ่มเสื้อผ้าด้วยยาฆ่าแมลงที่มีฤทธิ์ตกค้าง

ข.การควบคุมผู้ป่วย ผู้สัมผัส และสิ่งแวดล้อม

1.การรายงานโรค : เป็นโรคที่ต้องรายงานต่อองค์การอนามัยโลก

2.การแยกผู้ป่วย

3.การทำลายเชื้อ : พ่นยาฆ่าแมลงชนิดผงที่เหมาะสมตามเสื้อผ้าที่นอนของผู้ป่วยและผู้ที่สัมผัสโรค

4.การกักโรค : ผู้สัมผัสโรคที่ไวต่อการติดเชื้อควรถูกกักเป็นเวลา 15 วัน

5.การให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้สัมผัส : ผู้สัมผัสโรคควรได้รับการเฝ้าระวังดูแลอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 2 สัปดาห์

6.การสอบสวนผู้สัมผัสและแหล่งโรค : ควรตรวจสอบทันทีเพื่อทราบแหล่งแพร่กระจายโรค

7.การรักษา : หากพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคนี้ควรพาไปพบแพทย์ทันที

กิจกรรม

1.ข้อใดคือลักษณะของคนที่ติดเชื้อไข้รากสาดใหญ่
ก.มีอาการบวมบริเวณใบหน้าและฝ่ามือ ข.มีอาการร้อนใน
ค.เป็นจุดด่างตามผิวหนัง ง.เป็นผื่นแดง

2.โรคไข้รากสาดใหญ่มักจะเกิดในพื้นที่อย่างไร
ก.พื้นที่ที่มีหนูชุกชุม ข. พื้นที่ที่มีเหาชุกชุม
ค.พื้นที่ที่มีอากาศร้อน ง.พื้นที่ที่ปลอดโปร่ง

3.แหล่งเพาะเชื้อที่ทำให้เกิดโรคไข้รากสาดใหญ่คือ
ก.คน ข.หนู ค.แมว ง.สุนัข

4.โรคไข้รากสาดใหญ่ใช้เวลาฟักตัวประมาณกี่วัน
ก.5 วัน ข.8 วัน ค. 12 วัน ง. 15 วัน

5.หากมีผู้ป่วยอยู่ในบ้านควรปฏิบัติอย่างไร
ก.ให้ผู้ป่วยกินอาหารที่มีประโยชน์
ข.ซื้อยาลดไข้ให้ผู้ป่วยกิน
ค.เช็ดตัวให้ผู้ป่วยและดูแลอย่างใกล้ชิด ง.แยกผู้ป่วยและนำไปพบแพทย์ทันที

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

  1. หนังสือโรคติดต่อที่เป็นปัญหาใหม่ : คู่มือโรคติดต่อที่เป็นปัญหาใหม่
  2. http://202.129.42.156/icppk/disease_main_in.html
  3. http://www.thailabonline.com/sec8typhus.html



กรอบที่ 7







ผู้พัฒนา
1.นางสาว ยุวดี จำนงค์พันธ์ รหัสนักศึกษา 4715127
2.นางสาว ฮามิด๊ะ หมาดเต๊ะ รหัสนักศึกษา 4715253
3.นางสาว ฮาซาณา ซาติ รหัสนักศึกษา4715469
4.นางสาว เยาวลักษณ์ จงรักษ์ รหัสนักศึกษา4715383
5.นางสาว มัททิกา ดวงภักดี รหัสนักศึกษา4715638

ที่ปรึกษา
1.อาจารย์ วุทธิศักดิ์ โภชนุกูล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี
2.อาจารย์ นิอุสมาน อูมา
โรงเรียนศาสนูปถัมป์

อื่นๆ


1.http://www.elib-online.com/doctors49/med_meningitis001.html

2.จากเว็บไซต์ต่างๆ